บทที่ 6 เจ้าจะออกนอกสำนักกับข้าด้วยหรือไม่
“กัดยาพิษฆ่าตัวตายอย่างนั้นหรือ”
ลี่หยางพูดพึมพำกับตัวเองและทำท่าอย่างใช้ความคิด และพูดขึ้นว่า
“ข้าจะไปดูหน่อย”
จากนั้นเดินนำหน้าคนทั้ง2ที่กำลังยืนรายงานอยู่ออกจากห้องโถง ไปยังคุกใต้ดินทันที
ซูเชี่ยวที่กำลังเดินไปทานอาหารเย็นที่ตำหนักเมี่ยนเปา ซึ่งเป็นที่ทานอาหารเที่ยงและเย็นของคนที่นี่ ระหว่างเห็นศิษย์น้อยใหญ่ต่างวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน
“คารวะเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก”
ศิษย์ที่วิ่งไปเมื่อสักครู่ต่างพูดพร้อมเพียงกันและทำท่าคารวะ เมื่อลี่หยางเจ้าสำนักและเฟยซิ่นรองเจ้าสำนักเดินผ่าน ซูเชี่ยวที่เดินตามมาทีหลังก็มองมาอย่างสงสัย และสบตาเข้ากับสายตาสีน้ำตาลแดงของลี่หยางจนเผลอชะงัก นี่เหรอหน้าตาของลี่หยางเจ้าสำนักวารีหยก นางไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงได้หลงจนหัวปักหัวปำขนาดนี้ หล่ออย่างกับดาราแถวหน้าที่นางเคยเห็นบนหน้าจอ TV ในโลกเก่า เพราะเวลาทานอาหารเช้าส่วนใหญ่นางก็แค่ตั้งใจกิน เอาแต่มองอาหารตรงหน้าไม่ได้หันไปมองอะไรทั้งนั้น กินเสร็จก็รีบกลับออกมาเลยไม่ได้สุงสิงหรือพูดคุยกับใครอีก ลี่หยางเดินผ่านไปไกลแล้วแต่ซูเชี่ยวยังยืนอยู่ที่เดิมอย่างตกตะลึง
“ซูเชี่ยว”
เจียอี่ที่เดินมาสะกิดซูเชี่ยวด้านหลังให้ตื่นจากภวังค์ และพูดต่อว่า
“ยืนเหม่ออะไรของเจ้า ไปทานอาหารเย็นได้แล้ว”
“เปล่า ไปกันเถอะ”
ซูเชี่ยวพูดและเดินไปข้างหน้าแต่กลับหันหน้ามามองด้านหลังตามแผ่นหลังกว้างของสายตาสีน้ำตาลแดงเมื่อสักครู่
ทางด้านลี่หยาง 1 เดือนมานี้เขาไม่ค่อยได้เจอหน้าของซูเชี่ยวอีกเลยหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ปกติเจ้าตัวจะพยายามเข้ามาเอาใจโดยการทำหน้าที่แทนบ่าวรับใช้บ้าง เอาขนมน้ำชามาให้เขาบ้าง คอยอาสามาช่วยปัดกวาดเช็ดถูในตำหนักเขาบ้าง พยายามหาเรื่องชวนเขาคุยถึงขั้นคอยรังควานผู้หญิงทุกคนที่เข้าใกล้เขา ทำให้เขารู้สึกรำคาญเป็นอย่างมาก เขาเคยบอกนางไปแล้วว่าไม่ชอบแต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นางยังคงพยายามเข้าใกล้เขาเหมือนเดิม 1 เดือนที่ผ่านมาทำให้เรารู้สึกสงบจนลืมว่านางยังอยู่ที่สำนักแห่งนี้ แต่เมื่อสักครู่นี่ที่เขาได้เผลอสบตาเข้ากับนาง ในสายตานางกลับมองเขาด้วยความว่างเปล่า และนางเพียงยืนมองจากไกลๆ ไม่ได้วิ่งมาหาเหมือนเมื่อก่อนทำให้เขารู้สึกสงสัยว่านางอาจกลับตัวกลับใจ หรือนี่อาจเป็นแผนการอะไรสักอย่างของนางอีกก็ได้ แต่เขาก็ต้องหยุดคิดเรื่องนี้เพียงเท่านี้เพราะตอนนี้เขากำลังเร่งเดินทางไปที่คุกใต้ดินเพื่อสืบหาข้อมูลของคนร้าย ที่พยายามลักลอบเข้ามาในสำนักวารีหยก
ณ คุกใต้ดิน
ด้านในมีกรงขังไม้ประมาณ10กว่าห้อง และมีผู้คุ้มกันหนาแน่น ตรงหน้าของลี่หยางคือคนร้ายอายุประมาณ 25 ปี มือกางออกแล้วมัดไว้ที่เสาเหมือนไม้กางเขน มีสภาพช้ำตามใบหน้า เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลน
“สารภาพหรือยัง”
ลี่หยางถามผู้คุมที่ยืนอยู่ตอนที่เข้ามาถึง
“ยังขอรับ”
ชายผู้คุมตอบออกมาอย่างจนปัญญา
“เฟยซิ่น”
ลี่หยางเรียกให้เฟยซิ่นพูด
“นายเจียง แช่ลู่ มีภรรยา ลูกชาย1 คน และลูกสาว1คน”
เฟยซิ่นยังพูดไม่จบคนร้ายที่อยู่ตรงหน้าถึงกับหน้าซีดและขัดขึ้นมาก่อน
“ข้ายอมพูดแล้ว ข้ายอมพูดแล้ว เป็น เป็น สำนักเพลิงอัคคี ข้ายอมพูดแล้วเจ้าปล่อยครอบครัวของข้าไปเถอะ”
ทันทีที่พูดจบคนร้ายได้กัดพิษฆ่าตัวตายทันที
“ตายแล้วครับท่านเจ้าสำนัก”
ผู้คุ้มกันที่อยู่ใกล้ๆ ตกใจรีบเข้าไปดู และพูดออกมา
“ไหนว่าเอายาพิษออกมาแล้วไง ไฉนยังกัดได้อีก”
เขาถามอย่างหัวเสีย
“ตอนข้าตรวจดูเห็นมีข้างเดียวจริงๆ ขอรับ”
ผู้คุมกล่าวออกมาอย่างลนลาน
“จัดการให้เรียบร้อย”
ลี่หยางพูดออกมาแล้วจึงสะบัดเสื้อคลุมและเดินหนีออกไป ตรงกลับตำหนักหยกขาว
.....
ณ ตำหนักเมี่ยนเปา
ซูเชี่ยวกำลังทานอาหารเย็นอยู่กับเจียอี่ ก็ได้ยินเสียงศิษย์หญิงดังมาจากโต๊ะข้างๆ
“เมื่อกี้พวกเจ้าเห็นหรือไม่ นางพยายามส่งสายตามองเจ้าสำนัก แต่กลับโดนเจ้าสำนักเมิน พลังก็ไม่มีไม่รู้จักเจียมตัวว่าตัวเองเป็นแค่คนธรรมดา”
เสียงหนึ่งดังเข้ามานั้นคือเสียงของแม่นางเหอซิว
“ข้าว่านางเปลี่ยนไปแล้วนะ”
ศิษย์ชายที่นั่งกับพวกแม่นางเหอซิวอีกคนพูดขึ้น
“เหอะ! เปลี่ยนไปอะไรล่ะ คงเป็นแผนการ มารยาของนางอีกสิไม่ว่า”
เหอซิวตั้งใจพูดเสียงดังให้นางได้ยิน เจียอี่ที่นั่งทานข้าวข้างๆ นางกำลังจะลุกขึ้นและทำท่าจะด่ากลับไป แต่โดนซูเชี่ยวห้ามไว้
“อย่าไปยุ่งกับพวกนางเลย”
ซูเชี่ยวกล่าวกับเจียอี่ และลุกเพราะทานข้าวเสร็จแล้วจากนั้นตั้งใจพูดดังๆ
“เจียอี่หมากัดอย่ากัดตอบ เราไม่ใช่หมา"
ไหนๆ ในร่างก่อนนางก็เป็นนางร้ายในสายตาทุกคนพูดแค่นี้คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง จากนั้นเดินออกมาโดยที่ไม่ได้หันไปใส่ใจอีก
“พรุ่งนี้ข้าจะออกจากสำนักไปทำธุระข้างนอก”
ระหว่างทางที่เดินกลับเจียอี่พูดขึ้น
“ออกไปข้างนอกงั้นเหรอ”
ซูเชี่ยวถามออกมาด้วยสายตาลุกวาว ตั้งแต่นางเข้ามาอยู่ที่นี่ยังไม่ได้ออกไปไหนเลย อยู่แต่ในบริเวณสำนักแห่งนี้
“ใช่ เจ้าจะไปกับข้าด้วยหรือไม่ ข้าจะไปทำธุระเดี๋ยวเดียว เจ้าก็เดินที่ตลาดรอข้าก็ได้”
เจียอี่กล่าวออกมาเมื่อเห็นสายตาของฝ่ายตรงข้าม
“ข้าออกไปได้ด้วยหรือ แล้วข้าต้องทำยังไง”
“เจ้าต้องมีป้ายอนุญาตในการผ่านประตูหน้าสำนักถึงออกไปได้ ศิษย์ในสำนักจะมีทุกคน”
เจียอี่เอาออกมาให้ซูเชี่ยวดูตรงหน้า เป็นป้ายเหล็กและมีชื่อเขียนไว้ว่า สำนักวารีหยก เจียอี่ หญิงสาวคิดว่าป้ายนี้นางไม่มีแน่เพราะนางสำรวจห้องที่อยู่มาหมดแล้ว แต่ไม่เคยเห็นป้ายนี้เลย
“แล้วถ้าข้าไม่มีล่ะ”
ซูเชี่ยวกล่าวออกไปด้วยสีหน้าดูเศร้าสร้อย
“เจ้าไปรับกับท่านรองเจ้าสำนักหรือท่านเจ้าสำนักได้” เจียอี่กล่าวออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของซูเชี่ยว เพราะดูแล้วแต่ก่อนหญิงสาวมีคนคอยดูแล แต่ตอนนี้ไม่มีเป็นไปได้ว่าหญิงสาวคงไม่รู้
“หากพรุ่งนี้เจ้าไปขอป้ายได้แล้วไปหาข้าที่ห้องแล้วกัน เราจะออกไปยามซื่อกัน ข้าต้องขอตัวก่อนข้าจะเอาหนังสือไปคืนที่ตำหนักใฝ่คุณธรรม”
